ผลลัพธ์การเรียนรู้
ผลลัพธ์การเรียนรู้
การประเมินผลการเรียนรู้นักเรียน
การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน หลังจากผ่านกระบวนการ A.P.E Model ภายใต้กรอบคิดเชิงพุทธ
การประเมินสมรรถนะการแก้ปัญหาของนักเรียน
สัดส่วนนักเรียนในระดับดี–ดีมาก (ระดับ 4–5) เพิ่มขึ้นทุกข้อรายการประเมิน แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน
ข้อที่มีอัตราการพัฒนาก้าวกระโดดมากที่สุด (ส่วนต่างเพิ่มขึ้นสูงสุด):
ข้อ 1 (พิจารณาข้อดี/ข้อจำกัดอย่างรอบคอบ): เพิ่มขึ้น +39.13% (จาก 41.30% เป็น 80.43%)
ข้อ 6 (นำวิธีการแก้ปัญหาไปประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์): เพิ่มขึ้น +36.95% (จาก 43.48% เป็น 80.43%)
ข้อ 5 (สรุปผลตามหลักอริยสัจ 4 ได้สมเหตุสมผล): เพิ่มขึ้น +36.96% (จาก 30.43% เป็น 67.39%)
ข้อ 14 (เลือกใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการตรวจสอบปัญหา): 86.96%
ข้อ 15 (ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนแผนเมื่อพบอุปสรรค): 82.61%
ข้อ 1, ข้อ 2, ข้อ 6, ข้อ 9, ข้อ 13: 80.43% เท่ากันทุกข้อ (ครอบคลุมการพิจารณาข้อดีข้อเสีย, การเลือกวิธีที่กระทบน้อยที่สุด, การประยุกต์ใช้, การสืบค้นข้อมูล และการประเมินความเสี่ยง)
ข้อ 16 (บันทึกกระบวนการและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ): 56.52% (เพิ่มขึ้นเพียง +6.52% จาก 50.00%)
ข้อ 4 (ปฏิบัติตามแผนการแก้ปัญหาด้วยตนเอง): 67.39%
ข้อ 5 (สรุปผลตามหลักอริยสัจ 4): 67.39%
ข้อ 11 (นำเสนอ/รายงานผลอย่างชัดเจนมีหลักฐาน): 67.39%
ถึงแม้ว่าการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนจะไม่สามารถเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 70 ได้ทุกข้อ แต่ในภาพรวมทั้งหมดทุกข้อแล้วนั้นนักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอยู่ที่ ร้อยละ 74.15 ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่วางไว้ และในการวางแผนการพัฒนาจะนำข้อที่ไม่ถึงเกณฑ์ไปพัฒนาออกแบบนวัตกรรมเพื่อพัฒนานักเรียนรวมกับกระบวนการ A.P.E Model ในปีงบประมาณต่อไป
การประเมินระดับความคิดเห็น/ความรู้สึกของนักเรียนในระดับสมรรถนะการแก้ปัญหาของผู้เรียน
สัดส่วนนักเรียนในระดับเชิงบวก (ระดับ 4–5) เพิ่มขึ้นทุกข้อรายการประเมิน สะท้อนว่ากระบวนการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมเจตคติ ความมั่นใจ และความตระหนักรู้ในการแก้ปัญหาของนักเรียนอย่างชัดเจน
3 อันดับแรกที่มีการพัฒนาก้าวกระโดดสูงสุด (ส่วนต่าง % เพิ่มขึ้นมากที่สุด):
ข้อ 16 (เห็นความสำคัญของการทบทวนตนเองหลังการแก้ปัญหา): เพิ่มขึ้น +28.26% (จาก 60.87% เป็น 89.13%)
ข้อ 11 (เชื่อว่าทักษะการแก้ปัญหานำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้): เพิ่มขึ้น +23.91% (จาก 56.52% เป็น 80.43%)
ข้อ 5 และ ข้อ 12 เท่ากัน: เพิ่มขึ้น +21.74%
ข้อ 5 (พึงพอใจเมื่อได้สรุปและนำเสนอผลการแก้ปัญหาอย่างสมเหตุสมผล): จาก 56.52% เป็น 78.26%
ข้อ 12 (มั่นใจว่าจะสามารถป้องกันและรับมือกับปัญหาในอนาคตได้): จาก 54.35% เป็น 76.09%
ประเด็นที่นักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับ 4–5 สูงสุดหลังผ่านการเรียนรู้ ได้แก่:
ข้อ 14 (เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเพื่อนำมาช่วยตัดสินใจแก้ปัญหา): 91.30%
ข้อ 7, ข้อ 15 และ ข้อ 16: 89.13% เท่ากันทุกข้อ
ข้อ 7: เชื่อว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมมีสาเหตุและสามารถแก้ไขได้
ข้อ 15: พร้อมที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดเมื่อการแก้ปัญหาไม่เป็นไปตามคาดหมาย
ข้อ 16: เห็นความสำคัญของการทบทวนตนเองหลังการแก้ปัญหา
ข้อ 6, ข้อ 18: 86.96% (ภูมิใจในผลลัพธ์จากความพยายาม และรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเมื่อผ่านพ้นปัญหา)
ข้อรายการประเมินที่แม้จะมีการพัฒนาขึ้น แต่มียอดรวมระดับ 4–5 อยู่ในกลุ่มน้อยกว่าข้ออื่นหลังเรียน:
ข้อ 2 (กระตือรือร้นที่จะหาทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหา): 76.09% (เพิ่มขึ้น +19.57%)
ข้อ 3 (สนุกกับการค้นคว้าหาข้อมูลหลาย ๆ ด้าน): 76.09% (เพิ่มขึ้น +17.39%)
ข้อ 12 (มั่นใจว่าจะป้องกันและรับมือกับปัญหาในอนาคตได้): 76.09% (เพิ่มขึ้น +21.74%)
โดยภาพรวมการประเมินด้านความคิดเห็น/ความรู้สึกของนักเรียนนั้น อยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 70 ขึ้นไปทุกข้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ A.P.E Model นี้ สามารถพัฒนาความรู้สึกให้ดีขึ้นในด้านการแก้ปัญหา ซึ่งจะส่งผลดีต่นักเรียนในอนาคตเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาจริง
ด้านการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
การทดสอบก่อน - หลังเรียน เรื่อง กรรมพยากรณ์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 และ 6/9
มีนักเรียนที่มีผลการสอบหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน 3 คะแนน ขึ้นไป คิดเป็นจำนวน 22 คน และนักเรียนที่มีผลการสอบก่อน - หลังเรียน มากกว่า 7 คะแนนขึ้นไป จำนวน 21 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 43 คน คิดเป็นร้อยละ 93.48
ซึ่งสูงกว่าผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
จากผลการประเมินสมรรถนะการแก้ปัญหาของนักเรียน การประเมินความคิดเห็น/ความรู้สึกของนักเรียนด้านการแก้ปัญหา และจากผลทดสอบก่อน - หลังเรียน ที่สูงกว่าผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง ทำให้สามารถบอกได้ว่า "ชุดพัฒนาสมรรถนะการแก้ปัญหาตามกระบวนการ A.P.E Model ตามกรอบแนวคิดเชิงพุทธ" นี้ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน
เครื่องมือในการวัดและประเมินผลนักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนสามารถวัดและประเมินผลนักเรียนได้
จากการวัดและประเมินผลนักเรียนโครงงานของนักเรียน จำนวน 9 กลุ่ม มีกลุ่มนักเรียนที่มีผลการประเมินโครงงาน ระดับดีเยี่ยม จำนวน 1 กลุ่ม กลุ่มนักเรียนที่มีผลการประเมินโครงงาน ระดับดี จำนวน 5 กลุ่ม และกลุ่มนักเรียนที่มีผลการประเมินโครงงาน ระดับพอใช้ จำนวน 3 กลุ่ม ซึ่งเชื่อมโยงกับกาประเมินสมรรถนะการแก้ปัญหาของนักเรียนที่ยังมีบางข้อที่มีผลการประเมินไม่ถึง ร้อยละ 70 คือ บันทึกกระบวนการและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ปฏิบัติตามแผนการแก้ปัญหาด้วยตนเอง สรุปผลตามหลักอริยสัจ และนำเสนอ/รายงานผลอย่างชัดเจนมีหลักฐาน ซึ่งสามารถทำให้วัดได้ว่าเครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผลงานักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนสามารถวัดและประเมินผลนักเรียนได้
ตัวอย่างผลงานนักเรียน
ภาพการนำเสนองานของนักเรียน